Be a fan on our Facebook CSJOY.COM

Products & Services - สินค้าและบริการ

Our Portfolio - ผลงานของเรา

 

การพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Quotient : EQ)

          ในชีวิตปัจจุบันที่ผ่านมานั้น มักมีข่าวอาชญากรรมและการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอาชญากรรมที่ไม่น่าเกิดขึ้นโดยหมอเป็นผู้ฆ่าภรรยาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคดีของเสริม สาครราษฎร์ และ วิสุทธิ์ นั้นหากมองย้อนกลับไปว่ากว่าจะเรียนจบหมอมาได้ต้องมี "ไอคิว" Intelligence Quotient (IQ) ที่เยี่ยมยอดมากทีเดียว และเหตุไฉนจึงทำเช่นนี้ และการที่นักศึกษาฆ่าตัวตายเพราะผลการเรียนไม่ดี เครียดหรือแม้กระทั่งโดนแฟนทิ้งซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น หากเขาได้มีโอกาสรับ "การพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์" (Emotional Quotient, EQ) มาเรื่อยๆ จนปลูกฝังเป็นนิสัย
          ตามที่ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร. วิชัย ตันศิริ) มีนโยบายให้ สช. พัฒนาบุคลากรภายในโรงเรียนเอกชน เรื่องการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence/ Emotional Quotient, EQ) โดยกำหนดเป้าหมายจำนวน 300 โรงเรียน ในเบื้องต้น สช. จึงได้ร่วมมือกับสถาบันสร้างสรรค์ศุกยภาพสมองครีเอตีฟเบรน จัดอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรในโรงเรียนเอกชน ซึ่งการพัฒนาวุฒิทางอารมณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งรองศาสตราจารย์แพทย์หญิง ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างสรรค์ศักยภาพสมองครีเอตีฟเบรน ได้กล่าวไว้ในบทความดังต่อไปนี้
          ความสามารถในการพัฒนาอารมณ์ หรืออีคิว (EQ) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คนเราประสบความสำเร็จ คุณลักษณะของอีคิว คือความรู้ตัว การประมาณตัวอย่างถูกต้อง ถ้าโกรธก็ไม่แสดงอารมณ์ปึงปังใส่ผู้อื่น รู้จัก ข่มใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีระเบียบวินัยกับตนเอง ขยันหมั่นเพียร ไม่ล้มเลิกอะไรง่ายๆ มีความกระตือรือร้น แต่ไม่ชอบแข่งขันมากจนเกินไป คุณลักษณะเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
          ฉะนั้นทั้งสถาบันครอบครัวและสถาบันทางการศึกษาควรปลูกฝังอีคิวให้กับเด็ก จริงๆ แล้วถ้าพิจารณาลึกๆ จะพบว่า อีคิว ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศาสนาพุทธก็สอนให้เราเป็นคนเอาใจเขามาใส่ใสใจเรา สุขุม ไม่ทำร้ายผู้อื่นทั้งกาย วาจา ใจ สอนให้มีจริยธรรม ให้ประมาณตน ขยันหมั่นเพียร

          ผู้เขียนได้อ่านพบคติพจน์จีนเพื่อการดำรงชีวิตของก๋วงฉาง นักปราชญ์ซุงวู จากตำราพิชัยยุทธ ก็มีคติสอนใจเช่นกันว่า
                     หลักแห่งความสำเร็จ ขยันและประหยัด ยืนหยัด อดทน ทำตนเชื่อถือได้ อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักประมาณตน รู้ผิดและรู้ชอบ ตั้งปณิธานเข้าถึงจิตใจผู้อื่น ไม่โลภ รักสันโดษ เด็ดเดี่ยว มั่นคง เป็นคนใจกล้า กล้าได้กล้าเสีย
                     หลักแห่งความล้มเหลว ไม่เข้าใจผู้อื่น ไม่ประมาณตน ไม่เดียงสาต่อการมีสำนึกผิดชอบ โลภโมโทสัน โป้ปดมดเท็จ คบค้าเสเพล เกียจคร้านต่องาน ก่อหนี้สินล้นพ้น ขี้เหล้าเมายา หูเบาเฉาปัญญา ทำตัวหัวไม้ไร้สัจธรรม ใจคอคับแคบ คบคนไม่เลือก คิดคดล่อลวง สุรุ่ยสุร่าย ไร้อุดมการณ์ หลงการพนัน หุนหันพลันแล่น จิตใจโลเล อิจฉาริษยา นอกรีดดื้อรั้น
                    คุณสมบัติของผู้นำ ปัญญา สัจจะ เมตตา กล้าหาญ เข้มงวด
          จะเห็นได้ว่าทุกเชื้อชาติสอนให้คนมีพัฒนาการของวุฒิภาวะทางอารมณ์เหมือนๆ กัน

          ถึงแม้ว่าเรื่อง "อีคิว" จะมีการพูดถึงกันมานานแล้ว แต่กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้ เพราะสภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไป พ่อแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ สภาพการจราจรที่ติดขัด ทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูกเหมือนพ่อแม่สมัยก่อน ดังนั้นพ่อแม่ในยุคนี้จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อนำมาปรับปรุงส่งเสริมพัฒนาการทักษะทางอารมณ์และบุคลิกภาพของลูก เนื่องจากเด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ที่โรงเรียน ครูจึงเป็นกำลังสำคัญในการปลูกฝัง "อีคิว" ให้กับเด็กด้วย
          สิ่งสำคัญที่สุดในการปลูกฝังเรื่อง "อีคิว" ให้เด็ก คือต้องยอมรับและรับรู้ความรู้สึกของเด็กก่อน ถ้าเด็กโกรธอย่าพูดว่า
"โกรธทำไม ไม่เห็นมีอะไรน่าโกรธ" แต่ต้องบอกว่า "ใช่แล้ว แม่รู้ว่าหนูโกรธ ทำไมถึงโกรธ ใครทำให้หนูโกรธ" เด็กจะกล้าเล่า หลังจากที่เรายอมรับและรับฟังความรู้สึกของเขา เราจึงค่อยๆ จัดการกับอารมณ์ของเขา สอนให้เขาแสดงออกอย่างเหมาะสม หากเราไม่ยอมรับอารมณ์ของเขา เขาจะไม่ยอมรับฟังเรา และเราควรมองสิ่งที่ดีในตัวเด็ก แสดงความชื่นชมให้เด็กรู้ว่าเขามีส่วนดี เพราะจะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตัวเอง รู้ว่าตัวเขาเป็นที่รักและมีคุณค่า เด็กจะเกิดทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง (การศึกษาเอกชน ฉบับที่ 92 : รศ. พญ. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์)

EQ สร้างเด็กให้ฉลาดทางอารมณ์  

          วัยเด็กเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยความน่ารักสดใส บริสุทธิ์ไร้เดียงสาซึ่งตามวิสัยแล้วต้องการความสุขและความสนุกอันเป็นธรรมชาติติดตัวทุกคน แต่พ่อแม่มักปรารถนาให้ลูกเก่ง มีวิชาความรู้เป็นเด็กฉลาด จึงพร่ำสอนให้เล่าเรียนในเรื่องวิชาการจนอาจละเลยเรื่องของความรู้สึกหรืออารมณ์ไป ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของเด็กในยามเติบโต

          EQ (Emotional Quotient) หมายถึงการรับรู้ เข้าใจ ควบคุมในอารมณ์ของตนเอง รวมถึงการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นด้วย โดยวัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกฝังอีคิว เพราะเด็กที่อารมณ์ดีเท่ากับมีพลังชีวิตสำรอง สามารถนำมาใช้ได้ตลอดยามต้องการ และเป็นการดีกว่าจะมาแก้ไขหรือปรับปรุงในภายหลัง เพราะต้องใช้พลังใจอย่างมากในการที่จะแก้ไขอุปนิสัยที่ปฏิบัติกันจนเป็นความเคยชิน โดยเฉพาะในเรื่องที่ไม่ดีให้กลับดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีกว่าไม่ปรับปรุงเลยอีกเช่นกัน
          สร้างให้เด็กมี อีคิว ทำได้อย่างไร  อีคิว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะทางครอบครัว อาศัยเพียงบรรยากาศแวดล้อมและปัจจัยง่ายๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่เท่านั้น เพราะเด็กจะเรียนรู้และซึมซับเรื่องราวต่างๆ จากความผูกพัน ดังนั้นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการสร้าง อีคิว ให้กับเด็กคือ การเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กๆ เห็น รวมถึง
          สอนให้เด็กรู้จักตัวเอง สอนให้เด็กรู้จักจัดการกับอารมณ์ตนอง สอนให้เด็กรู้จักการรอคอยมีวินัย สอนให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น สอนให้เด็กรู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ผูกมิตรกับผู้อื่น
         นอกจากนี้ยังมี 5 เทคนิคเพื่อสร้างความฉลาดทางอารมณ์คือ
         1. การให้ความรัก สิ่งใดที่เด็กสนใจ พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ แสดงความเข้าใจ ยอมรับอย่างเห็นอกเห็นใจ ไม่ตำหนิบังคับ วิจารณ์หรือลงโทษ พร้อมทั้งพ่อแม่เองต้องระวังในเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีด้วยเช่นกัน
         2. การใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์ ต้องสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมในการสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องอารมณ์ เช่น เวลาที่เด็กเกิดอารมณ์ตกใจกลัวในการดูภาพยนตร์ พ่อแม่ควรใช้โอกาสนี้ปลอบและสอนให้เด็กเข้าใจอารมณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับอธิบายด้วยเหตุผล เพื่อที่เด็กจะได้เกิดความเข้าใจและสามารถเผชิญกับเหตุการณ์นั้นๆ อย่างมีสติ
         3. การเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการสร้างความรู้สึกและอารมณ์ของเด็กด้วยความเอาใจใส่และเอื้ออาทร พยายามสังเกตความรู้สึกของเด็กจากพฤติกรรม สถานการณ์ โดยช่วยสะท้อน สรุปประเด็น และหาแง่มุมอื่นมาอธิบายเพิ่มเติม แต่ต้องไม่เป็นการชี้นำ
         4. การไม่ปิดกั้นความรู้สึก ฝึกให้เด็กบอกความรู้สึกของตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นทางหนึ่งในการปลูกฝังให้เด็กไม่เก็บกดความรู้สึกเอาไว้ เป็นการป้องกันไม่ให้ใช้วิธีระบายออกที่รุนแรง ขาดสติควบคุม เพราะการแสดงอารมณ์ที่เปิดเผยตรงไปตรงมาเป็นพื้นฐานที่ดีของผู้มีความฉลาดทางอารมณ์ เช่น ตอนนี้รู้สึกเศร้า เสียใจ โกรธ ฯลฯ เพื่อเป็นหนทางไปสู่การจัดการกับตนเองได้อย่างถูกต้อง
         5. เรื่องธรรมดาที่ต้องพอดี เป็นการบอกกล่าวของพ่อแม่ต่อเด็กเมื่อคราวที่เด็กเมื่อคราวที่เด็กเกิดอารมณ์ ทั้งนี้เด็กสามารถเป็นผู้แยกแยะออกแล้วว่า ตอนนี้อยู่ในอารมณ์ความรู้สึกแบบใด ซึ่งต้องพยายามบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การแสดงออกต้องใช้ความระมัดระวังให้เหมาะสมกับบุคคล เวลาและสถานที่
         การปลูกฝัง อีคิว ในเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องอาศัยการเอาใจใส่อย่างค่อยเป็นค่อยไปบนพื้นฐานของความรักความห่วงใย เพื่อผลลัพธ์ของการเข้าใจตนเองและมองผู้อื่นอย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นบทบาทภายในเฉพาะบุคคลให้ก้าวสู่ความสำเร็จที่เสริมประโยชน์ต่อตนเองและสังคม (เอกสารเผยแพร่กรมสุขภาพจิต:กระทรวงสาธารณสุข)

พัฒนา IQ และ EQ เด็กจากการนอนหลับ

          เด็กแต่ละคนมีรูปแบบการนอนหลับและการตื่นนอนที่แตกต่างกัน เมื่อเวลาผ่านไปท่านจะเห็นว่า รูปแบบเหล่านี้จะดำเนินไปอย่างเป็นจังหวะตามธรรมชาติในรูปแบบเดียวกันตลอด 24 ชั่วโมง เด็กทุกคนนั้นตามปกติแล้วจะมีช่วงเวลาตื่นนอนสั้นๆตลอดทั้งคืนรูปแบบการนอนหลับจะมีผลกระทบต่ออุปนิสัยของเด็กตลอดทั้งวัน รวมทั้งสุขภาพและพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก
          ปัญหาในการนอนหลับของเด็กที่พบบ่อยคือเด็กหายใจขัดหรือหายใจมีเสียงดังบ่อยๆ นอนหลับยากหรือนอนไม่หลับตลอดคืน เด็กตื่นดึกๆ อย่างผิดปกติหรือตื่นด้วยความกลัว ถ้าพบปัญหานี้อย่ากลัวที่จะพาลูกไปหากุมารแพทย์ และจงสร้างกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำและกำหนดเวลาเข้านอนเป็นระยะๆ ตามความต้องการและรูปแบบการนอนของเด็ก เมื่อท่านคุ้นเคยกับรูปแบบการนอนของลูกของท่านแล้ว ท่านสามารถจะเริ่มต้นพัฒนากิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำเวลาเข้านอนตามปกติ เพื่อช่วยให้ลูกของท่านและครอบครัวของท่านทุกคนเข้านอนและหลับอย่างสบาย
          เด็กวัยแรกคลอด 0-2 เดือน ไม่มีกลางคืน ไม่มีกลางวัน ช่วงระยะเวลาการนอนของเด็กแรกคลอดจะไม่เป็นระเบียบ ใน 2-3 อาทิตย์แรกเด็กจะนอนตลอด 24 ชั่วโมง แต่ละช่วงเวลา 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง และมักจะตื่นบ่อยๆ ในตอนกลางคืนเมื่ออายุ 6 สัปดาห์ รูปแบบการนอนจะเริ่มสม่ำเสมอเป็นะระเบียบให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ระหว่างนอนหลับ ลูกของท่านอาจจะบิดไปมากล้ามเนื้อกระตุก ดูดปาก สูดจมูก แม้กระทั่งยิ้มได้บ่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งปกติ เพราะแม้จะมีอาการเหล่านี้ลูกของท่นก็นอนหลับอย่างสบาย
เด็กทารก 2-12 เดือน การนอนเริ่มสม่ำเสมอเป็นระเบียบ ในระยะ 2-3 เดือนแรกลูกของท่านค่อยๆ เริ่มมีรูปแบบการนอนที่สามารถจะทำนายได้มากขึ้น ระหว่าง 2 ถึง 4 เดือน ท่านจะสังเกตเห็นช่วงเวลานอนหลับและเวลาตื่นตัวเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน อายุระหว่าง 3-6 เดือน เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มนอนตอนกลางคืนนานขึ้น เมื่ออายุ 1 ขวบ เด็กจะนอนตอนกลางวันน้อยลง จาก 3-4 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง โปรดสังเกตว่าพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก เช่น การคว่ำ การตั้งไข่จะยืน จะรบกวนการนอนได้ชั่วคราว
เด็กวัยเตาะแตะ 1-3 ขวบ กำหนดเวลานอนตอนกลางวันใหม่เด็กวัยนี้เลิกนอนตอนเช้า เมื่ออายุหนึ่งขวบครึ่ง ถึง 5 ขวบ เด็กวัยเตาะแตะจะนอนหลับตลอดคืน แต่รูปแบบการนอนแบบนี้ อาจถูกรบกวนได้จากความเจ็บป่วย การเดินทาง และการเปลี่ยนที่นอนเป็นนอนบนเตียง ถ้าย้ายให้ไปนอนบนเตียงเร็วเกินไป เด็กวัยเตาะแตะส่วนใหญ่จะย้ายให้ไปนอนบนเตียงได้เมื่ออายุระหว่าง 2-4 ปี ถ้าคุณต้องปลุกลูกของคุณทุกเช้า อาจเนื่องมาจากลูกของคุณนอนไม่พอ เด็กวัยเตาะแตะต้องการนอนนานเท่าไรแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน ส่วนใหญ่จะนอนในแต่ละวันนานเท่าๆ กัน

          มีพ่อแม่หลายท่านถามว่าเด็กควรจะนอนนานวันละกี่ชั่วโมง โปรดจำไว้ว่า ลูกของท่านแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ท่านจะช่วยให้เด็กวัยแรกคลอดของท่านเป็นนักนอนที่ดีได้อย่างไร ขั้นแรกท่านต้องศึกษาอาการแสดงต่างๆ ของลูกว่าเริ่มจะง่วงนอนแล้ว จงให้เด็กแรกคลอดนอนที่นอนหนานุ่มแนนเสมอ ไม่เหลวหรือเป็นปุยยับยู่ยี่ การเริ่มต้นพัฒนากิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำในเวลาเข้านอน ที่สำคัญคือต้องเลือกสิ่งที่ทำให้ทั้งคุณและลูกของคุณพอใจที่สุด มีความสุขและสดชื่น เช่น อาบน้ำอุ่น นวดแขน ขวนขา เช็ดตัวให้แห้ง ทาแป้งให้หอม เปลี่ยนเป็นชุดนอนใหม่และสะอาด อุ้มกอดอย่างทะนุถนอมและโยกไปมา ร้องเพลงกล่อม หรือจะทำอย่างอื่นเพิ่มอีกก็ได้ เมื่อสังเกตว่าลูกง่วงนอนแล้วก็ให้วางลงบนที่นอน ควรทำตารางนอนทั้งกลางวันและกลางคืน ให้พอกับความต้องการของเด็กทำสิ่งแวดล้อมให้เด็กนอนอย่างมีความสุขควรหลีกเลี่ยงการให้นมเด็กในเวลานอน ไม่ให้เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นการถาวร
          เมื่อเด็กมีการนอนที่ดี ร่างกายของเด็กจะได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ กล้ามเนื้อและระบบต่างๆ สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทำงานของสมอง การทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ การทำงานของระบบขับถ่าย การหลั่งของฮอร์โมนต่างๆ สภาพจิตใจของเด็กที่นอนอย่างเพียงพอจะร่าเริงสนุกสนาน เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะต่างไปจากเด็กที่นอนหลับไม่เพียงพอจะมีพัฒนาการต่างๆ ที่เป็นไปอย่างช้าๆ และไม่เต็มที่
          ดังนั้นนิสัยการนอนของเด็กจึงส่งผลกระทบไปยังการดำรงชีวิตและครอบครัวของเด็กอย่างมาก เด็กที่นอนอย่างเพียงพอ จะร่าเริง กระตือรือร้น เรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆได้ดี ส่วนเด็กที่นอนไม่เพียงพอจะเป็นเด็กที่หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์การเรียนรู้เป็นไปอย่างช้าๆ การนอนที่ดีของเด็กจะช่วยพัฒนา IQ และ EQ ของเด็กให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย (สยามประกัน :
นสพ.สยามธุรกิจ)

Design by Kanyapak McManus : CSJOY.COM Be a fan on facebook fanpage
CSJOY.COM WEBBOARD-กระดานสนทนา

scarecrow.gif

สวัสดีค่ะ-  กลับเข้าสู่หน้าแรก : Go to main page  สวัสดีครับ

Copyright(c) by CSJOY.COM, All rights reserved. Identification Number of DBD Thailand 0207314801370