|
   SLE -
Systemic Lupus
Erythrematosus
| อันแสงแดด แผดกล้า ฝ่าไม่ได้ |
แม้นมีไข้ มีเครียด
เกลียดหนักหนา |
| มีติดเชื้อ เนื้อหนัง พังเชียวนา |
เสี่ยงกินยา
นอกระบบ พบเคราะห์กรรม |
| เอส แอล อี มีชีวิต คิดเป็นสุข |
ควรไร้ทุกข์ ไร้โศก วิโยคหนา |
| ออกกำลัง เป็นอาจิณ และกินยา |
ไม่ลืมมา ตามแพทย์นัด พิพัฒน์เอย. |
Health
care
for SLE disease No sunshine, No serious, No flu , No disease, No
worry
Be
happy, need exercise , need have medicine the doctor order and need
see the doctor
|

|

|
อาการปวดตามข้อ

|
อาการตัวร้อนเป็นไข้

|
|
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ส่วนมากเมื่อทราบว่าตัวเองเป็นโรค เอส แอล อี
จะมีความกังวลใจ ไม่ทราบว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีครอบครัวมีบุตรได้หรือไม่
จะเรียนหนังสือจบไหม จะทำงานที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ได้หรือไม่ โรค เอส แอล อี
จะถึงกับทำให้เสียชีวิตหรือไม่ จะมีอายุสั้นลงหรือไม่
คำตอบสำหรับปัญหาเหล่านี้คงอยู่ที่ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรค เอส แอล อี
หลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว อาการของโรคดีขึ้น โรคสงบลงแค่ไหน ถ้าโรค เอส แอล อี
สงบลงจนผู้ป่วยเป็นปกติก็สามารถมีบุตรได้
มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไปจะเรียนหนังสือหรือทำการงานต่าง ๆ ได้ตามปกติ
อายุขัยก็ไม่สั้นกว่าคนปกติ แต่การจะทำให้โรค เอส แอล อี สงบลง
ไม่สามารถทำได้ด้วยการรักษาจากแพทย์ หรือจากโรงพยาบาลอย่างเดียวเท่านั้น
ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยที่จะปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง
ไม่ให้โรคกำเริบและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่อให้ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเปลี่ยนแปลงกลับสู่สภาพเดิมให้มากที่สุดเพื่อให้โรคสงบลง
การใช้ชีวิตของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติดังนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ
โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ได้แนะนำเรื่องนี้ไว้อย่างดีคือ แสงแดด-ศัตรูตัวร้าย
สำหรับคนทั่วไปแสงแดดช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดี มีประโยชน์ แต่สำหรับผู้ป่วยโรค
เอส แอล อี
แสงแดดเป็นศัตรูตัวร้ายเพราะพลังงานจากแสงแดดจะทำปฏิกิริยากับเซลล์ที่ผิวหนัง
ทำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ให้กำเริบ
ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังและอวัยวะอื่นตามมา
นอกจากแสงแดดโดยตรงแล้วไอร้อนจากแสงแดดก็สามารถทำให้โรค เอส แอล อี
กำเริบได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00-16.00 น.
ถ้าจำเป็นต้องออกแดดควรสวมเสื้อผ้าแขนยาว-ใส่หมวก (ยิ่งมีปีกกว้างยิ่งดี) และกางร่ม
นอกจากนี้ควรใช้ยาทากันแดดที่ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตได้ดี การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรมีการนอนหลับพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง
การนอนหลับนี้ควรเป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพ ไม่ใช่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ การอดนอน
นอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิทติดต่อกันหลายวันอาจทำให้โรคกำเริบได้ หรือทำให้โรค
เอส แอล อี ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ความเครียด-เพชฌฆาตเงียบ
ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลงได้
ทำให้โรค เอส แอล อี กำเริบได้
ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังมีความเครียดอยู่ก็ได้
แต่การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังอย่างโรค เอส แอล อี ก็เป็นความเครียดอย่างหนึ่ง
แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละรายว่าจะคิดได้หรือทำใจได้อย่างไร
ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึงควรพยายามฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง
ไม่หมกมุ่นหรือวิตกกังวล พยายามทำใจให้ยอมรับโรคและปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น
ทำจิตใจให้สงบและค่อย ๆ แก้ปัญหาต่าง ๆ
ไปตามลำดับ การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ
การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
ช่วยปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกันให้ทำงานดีขึ้น กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ยังช่วยทำให้จิตใจสบาย สงบและเข้มแข็งขึ้น ทำให้สามารถปรับตัวกับปัญหาต่าง
ๆ ได้ดีขึ้น จึงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
แต่การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป
จะทำให้เป็นการเพิ่มความเครียดทางร่างกายทำให้โรคกำเริบได้เช่นเดียวกัน
ความสะอาด
ปราศจากการติดเชื้อ-กุญแจสู่โรคสงบ โรค เอส แอล อี
ถึงแม้เป็นโรคที่รุนแรงและเรื้อรังแต่ด้วยความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาให้โรคสงบลงและปราศจากภาวะแทรกซ้อนได้ไม่ยาก
แต่ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีปัญหาต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลเพราะอาการหนัก
หรือถึงขนาดเสียชีวิตส่วนใหญ่แล้วเกิดจากมีการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน เช่น เป็นปอดบวม
ติดเชื้อวัณโรค ติดเชื้อไทฟอยด์ ติดเชื้อราต่าง ๆ
ทำให้การรักษาโรคยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นมาก เนื่องจากการรักษาโรค เอส แอล อี
ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้ก็จะทำให้การกำจัดเชื้อโรคต่าง
ๆ ที่อยู่ในร่างกายของผู้ป่วยด้วยยาปฏิชีวนะต่าง ๆ ได้ผลไม่เต็มที่
หรือไม่สามารถกำจัดเชื้อออกไปได้
วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อขึ้นในระหว่างที่รักษาโรค เอส
แอล อี อยู่ ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
จึงควรหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่แออัดที่มีคนหนาแน่น อากาศไม่บริสุทธิ์
เพราะจะทำให้เข้าใกล้คนที่กำลังเป็นโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดหรือวัณโรค
จะมีโอกาสติดเชื้อจากทางเดินหายใจได้ง่าย
นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องความสะอาดของอาหารที่รับประทาน
ไม่รับประทานอาหารที่ไม่สุกหรือไม่สะอาด
เพราะจะมีโอกาสติดเชื้อโรคแบคทีเรียหรือเชื้อพยาธิต่าง ๆ ที่มากับอาหาร
โดยเฉพาะเชื้อไทฟอยด์ ถ้ามีลักษณะที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น
มีตุ่มฝีหนองตามผิวหนัง หรือไอมีเสมหะสีเหลือง สีเขียว หรือมีปัสสาวะ แสบขัด
ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
กำลังได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันเช่น ยาอิมูเรน (imuran) หรือยาเอ็นด๊อกแซน
(endoxan)
ให้หยุดยานี้ชั่วคราวในระหว่างที่มีการติดเชื้อ ยานอกระบบ-คบไม่ได้
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ไม่ควรรับประทานยาเองโดยไม่จำเป็น
เพราะยาบางอย่างอาจทำให้โรคกำเริบได้ โดยเฉพาะยาคุมกำเนิด
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาอื่นที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
นอกจากยาแล้วอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรบำรุงร่างกายบางอย่างก็ทำให้โรคกำเริบรุนแรงได้
เช่น โสม เพราะอาจจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กำเริบได้
ดังนั้นการจะรับประทานยาบำรุงหรืออาหารเสริมจึงควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาโรค เอส แอล
อี ก่อนว่ารับประทานได้หรือไม่ มีบุตรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม
ในระหว่างที่โรค เอส แอล อี ยังไม่สงบ
ผู้ป่วยยังได้รับการรักษาและติดตามการรักษาอยู่
ควรมีการป้องกันการตั้งครรภ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่
เพราะการตั้งครรภ์อาจทำให้โรคกำเริบได้
การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดทั้งชนิดกินและฉีดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่
เพราะอาจทำให้โรคกำเริบได้
ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรใช้วิธีใส่ห่วงเพราะอาจเกิดการติดเชื้อโรคในช่องคลอดหรือมดลูกได้มากกว่าคนปกติ
วิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่แนะนำคือ การใช้ถุงยางอนามัยและการนับวันไข่ตก
เมื่อโรค เอส แอล อี อยู่ในระยะสงบแล้วเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน
สามารถตั้งครรภ์ได้แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และ ขณะตั้งครรภ์
ควรมีการติดตามโรคอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
เพราะบางครั้งโรคอาจกำเริบขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ได้
นอกจากนี้ช่วงคลอดบุตรและหลังคลอดบุตรระยะแรกก็ยังต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
มาตามนัด-ขจัดกำเริบและแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรมาตรวจตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อประเมินภาวะของโรคและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับตัวโรคในขณะนั้น
ในระยะที่โรคกำลังกำเริบรุนแรงหรืออยู่ในช่วงปรับยา จำเป็นต้องมาบ่อย
แต่ถ้าโรคสงบลงแล้ว อยู่ในช่วงกำลังปรับลดยาลง แพทย์ก็จะนัดห่างออกไป
ในขณะเดียวกัน ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ เป็น ๆ หาย ๆ มีบวมตามตัว
มีผื่นขึ้น มีปวดข้อมากขึ้น ให้ไปพบแพทย์ก่อนนัด ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
พึงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ดื่มนมสดและอาหารที่มีแคลเซียมสูง
เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
มักจะได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ
ผลข้างเคียงอันหนึ่งที่สำคัญของยาสเตียรอยด์เมื่อรับประทานไปเป็นเวลานาน ๆ คือ
ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึงควรดื่มนมสด
และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ๆ เช่น ปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อย
เต้าหู้ก้อนแข็งสี่เหลี่ยม ให้ได้แร่ธาตุแคลเซียมในปริมาณที่มากพอในแต่ละวัน
เพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ
ยังช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนอีกด้วย ถ้าต้องการทำฟันหรือถอนฟัน
ควรปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มีภูมิคุ้มกันที่ไม่ปกติ
รวมทั้งมีการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย
การทำฟันหรือถอนฟันทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากมีโอกาสผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
เชื้อเหล่านี้อาจไม่ถูกกำจัดแล้วไปก่อให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะต่าง ๆ
ในร่างกายทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ ดังนั้นก่อนทำฟันหรือถอนฟัน
จึงควรปรึกษาแพทย์
เพื่อแพทย์จะได้ประเมินความเสี่ยงและให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อมารับประทานก่อนทำฟันและหลังทำฟันต่อไป |

เดลินิวส์ 5
สิงหาคม 2550
นายแพทย์สุรพงศ์
อำพันวงษ์
ด้วยความปรารถนาดีสำหรับทุกคน
|